การแบ่งระบบของเครื่องช่วยฟัง

ในปัจจุบันเราแบ่งเครื่องช่วยฟังออกได้ตามระบบวงจรของเครื่องช่วยฟังได้เป็น 3 ระบบ ได้แก่ ระบบธรรมดา ระบบโปรแกรมกึ่งดิจิตอล และระบบดิจิตอล ดังนี้

เครื่องช่วยฟังระบบธรรมดา (Analog) เครื่องช่วยฟังระบบนี้ใช้ระบบการขยายเสียงแบบที่ไม่ซับซ้อนทำหน้าที่ขยายสัญญาณเสียงให้ดังขึ้น อาจมีการปรับแต่งเสียงได้บ้างด้วยไขควง แต่จะไม่สามารถปรับได้อย่างละเอียด ราคาไม่แพงเหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณไม่มากนัก

ระบบโปรแกรมกึ่งดิจิตอล (Programmable) ระบบนี้เป็นวิวัฒนาการขั้นสูงกว่าระบบธรรมดา โดยระบบวงจรเสียงภายในยังคงเป็นแบบธรรมดา (Analog) แต่มีการปรับแต่งเสียงโดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการปรับจูนเสียงทำให้สามารถปรับเสียงได้ใกล้เคียงกับความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น โดยภายในเครื่องจะมีไมโครชิพเล็กๆ ทำหน้าที่บันทึกการปรับเสียงเอาไว้ บางรุ่นสามารปรับโปรแกรมเสียงได้หลายโปรแกรม

ระบบดิจิตอล (Digital)
เป็นวิวัฒนาการของเครื่องช่วยฟังที่นำเอาเทคนิคการเข้่ารหัสสัญญาณเพื่อที่จะนำมาวิเคราะห์มาใช้ ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นระบบดิจิตอลเกือบทั้งหมดแล้ว โดยเครื่องช่วยฟังดิจิตอล จะมีวงจรการขยายเสียงแบบดิจิตอล และภายในเครื่องจะมีไมโครชิพเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ในการประมวลผล และปรับตั้ง โปรแกรมเสียงเครื่องช่วยฟัง มีการแบ่งช่องการปรับสัญญาณเสียงหลายช่องสัญญาณ บางรุ่นอาจมีระบบลดเสียงรบกวน ระบบไมโครโฟนสองตัวเพื่อตรวจจับทิศทางของแหล่งเสียง ระบบขจัดเสียง Feedback (วี๊ด) และด้วยความสามารถเหล่านี้ ทำให้เครื่องดิจิตอลมีความสามารถในการปรับเสียง ได้อย่างละเอียด และตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้มากขึ้น โดยสามารถให้กำลังขยายเสียงที่ความถี่ต่างๆได้อย่างเหมาะสมกับการสูญเสียการได้ยินในแต่ละบุคคล จึงส่งผลให้สามารถรับฟังเสียงได้อย่างชัดเจนใกล้เคียงกับผู้ที่ม่ีการได้ยินปกติ

ในปัจจุบันเครื่องช่วยฟังมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบกล่อง แบบทัดหลังใบหู และแบบใส่ในหู ซึ่งมีหลายขนาดแตกต่างกันไป และมีหลากหลายราคา สามารถเลือกได้ตามงบประมาณที่มีของแต่ละคนได้ค่ะ แต่ที่สำคัญนั้นต้องดูปัญหาของเราเป็นหลักด้วยนะคะ เพื่อที่จะเลือกเครื่องช่วยฟังได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมค่ะ

เครื่องช่วยฟังเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเสริมการได้ยินให้แก่ผู้ป่วย

ความสามารถในการพูด การฟังและเข้าใจคำพูดเป็นสิ่งสำคัญในการสื่อความหมายกับผู้อื่น ท่านจะเล็งเห็นคุณค่าของการ “ได้ยิน” ที่ใช้ในการติดต่อว่า มีค่ามากมาเพียงใดนั้น ก็ต่อเมื่อท่านสูญเสียการได้ยินไปแล้ว หรือ ประสบกับอุปสรรคในการสื่อสารด้วยตัวท่านเอง

การสูญเสียการได้ยินบางประเภท สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยการกินยาผ่าตัด แต่บางประเภทไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น ผู้ที่เป็นโรคประสาทหูพิการ เครื่องช่วยฟังจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเสริมการได้ยินให้แก่ผู้ป่วยที่ไม่สามารถทำการรักษาโดยการผ่าตัด หรือ มีข้อบ่งชี้ว่าไม่ควรผ่าตัด เช่น มีประสาทหูพิการมาแต่กำเนิด ฯลฯ หรือแม้กระทั่งผู้ป่วยที่มีความผิดปกติอื่นๆ ของหู ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาร่วมกันของแพทย์ นักโสตวิทยาและนักอรรถบำบัด ว่ามีความจำเป็นในการใช้เครื่องช่วยฟังของผู้ป่วยแต่ละคนมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับรายละเอียดต่างๆจากผู้ป่วยในแง่ความสามารถจำแนกเสียงพูด ชนิด และความรุนแรงของโรค ผลกระทบอันเนื่องจากความสูญเสียการได้ยิน ฐานะเศรษฐกิจ ความต้องการที่จะใช้เครื่องช่วยฟังของผู้ป่วยและอื่นๆ

เครื่องช่วยฟังมีหลายชนิดและแตกต่างกันในเรื่องของแบบ รูปร่าง ความสามารถในการเพิ่มพลังขยายเสียง ความกว้างของความถี่คลื่นเสียง และคุณสมบัติพิเศษของเครื่องช่วยฟังบางเครื่อง ซึ่งใช้กับผู้ป่วยเฉพาะราย การเลือกเครื่องช่วยฟัง ควรได้รับคำแนะนำจากนักตรวจการได้ยิน ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในการพิจารณาว่า เครื่องชนิดใดจึงเหมาะสมกับสภาพของการได้ยินที่ยังเหลืออยู่ของแต่ละบุคคล ดังนั้นท่านจึงไม่ควรเลือกซื้อเครื่องช่วยฟังตามใจตัวเองอาจสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุและไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควร ทางที่ดีแนะนำว่าเกิดปัญหาในการฟังก็ควรที่จะปรึกษาแพทย์จะดีกว่า อย่างน้อยแพทยืก็จะได้แนะนำได้อย่างถูกทางและถูกต้องดีกว่ามาเสี่ยงหาซื้อเอง ซึ่งบางครั้งอาจจะส่งผลกระทบต่อการฟังของเรายิ่งขึ้นก็ได้ ฉะนั้นทางที่ดีเมื่อมีปัญหาในการได้ยินหรือการฟัง ควรรีบที่จะปรึกษาแพทย์ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนเกิดอะนตรรายแก่ตนเองนะคะ

เครื่องช่วยฟังถือเป็นอุปกรณ์ช่วยการได้ยิน

เครื่องช่วยฟังถือเป็นอุปกรณ์ช่วยการได้ยิน (Hearing devices ) ชนิดหนึ่งสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งมีอยู่หลายแบบ ได้แก่

1. เครื่องช่วยฟัง ( Hearing aids) แบ่งเป็น 2 ประเภท
1.1 เครื่องชวยฟังชนิดฟังเสียงทางอากาศ (Air conduction hearing aid) เป็นเครื่องที่ใส่ ไว้ที่หู โดยให้เสียงผ่านเข้าทางช่องหู
1.2เครื่องช่วยฟังชนิดฟังเสียงทางกระดูก( Bone conduction hearing aid) เป็นเครื่องที่ใส่ไว้ที่หู โดยให้เสียงผ่านเข้าที่บริเวณหลังใบหู (mastoid) กรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถใส่เครื่องทางช่องหู เช่น รูหูตีบ ไม่มีรูหู ผู้ป่วยที่มีหนองไหลจากหูตลอดเวลา เป็นต้น เครื่องประเภทนี้ มีทั้งชนิดที่วางอยู่ภายนอก และชนิดที่แพทย์ต้องทำการ ผ่าตัดเพื่อฝังไว้ที่กะโหลกศีรษะโดยมีตัวรับเสียงอยู่ภายนอก (Bone-Anchor Hearing Aid)

2. เครื่องช่วยการรับรู้ด้วยการสั่นสะเทือน (Vibro-tactile hearing aid ) สำหรับผู้ที่สูญเสียการได้ยินอย่างมากจนไม่สามารถรับรู้ด้วยการได้ยินโดยเฉพาะผู้ที่หูพิการและมีปัญหาทางสายตา(หูหนวก-ตาบอด) เครื่องจะแปลงสัญญานเสียงให้เป็นความรู้สึกสั่นสะเทือนแทน ผู้ใช้จะต้องฝึกฝนการรับรู้ เพราะข้อมูลที่ได้มีความจำกัด โดยเฉพาะ น้ำเสียงและวรรณยุกต์ ในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้ เนื่องจากมีเทคโนโลยีของการผ่าตัดหูชั้นในเทียม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยรับรู้เสียงได้ดีกว่า

3. การผ่าตัดหูชั้นในเทียม ( Cochlear Implant ) เป็นเครื่องช่วยการได้ยินอีกชนิดหนึ่งซึ่งจะต้องอาศัยการผ่าตัดเพื่อฝังอุปกรณ์เข้าไปในอวัยวะรับเสียงในหูของผู้ป่วยหูพิการซึ่งไม่สามารถได้รับประโยชน์จากการใช้เครื่องช่วยฟัง อุปกรณ์ดังกล่าวจะแปลงสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ แต่จะสามารถกระตุ้นเซลล์ขนภายในอวัยวะรับเสียงให้สามารถทำหน้าที่ได้ดีขึ้น หลังจากทำการผ่าตัดฝังอุปกรณ์แล้ว ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพการฟัง และการพูดโดยเฉพาะในเด็กที่หูพิการแต่กำเนิด เนื่องจากเสียงที่ผู้ป่วยได้ยินจะไม่เหมือนกับที่คนปกติรับรู้ อย่างไรก็ตามวิธีการนี้กำลังเป็นที่สนใจของนักวิชาการและผู้ป่วยที่หูหนวก เพราะจะช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาได้ยินอีกครั้ง สำหรับเด็ก ก็จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาและการพูด สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้โดยไม่ต้องใช้ภาษามือ หากได้รับการผ่าตัดและการฟื้นฟูที่ถูกต้อง เหมาะสม

4. เครื่องกลบเสียงรบกวน (Tinnitus masker) เป็นเครื่องที่ปล่อยเสียงรบกวนที่คลื่นความถี่เฉพาะเพื่อกลบเสียงรบกวนในผู้ป่วยซึ่งประสบกับปัญหาเสียงรบกวนในหูตลอดเวลาในขณะที่มีการได้ยินปกติ แต่จะไม่มีการขยายเสียง ลักษณะของตัวเครื่องจะเหมือนกับเครื่องช่วยฟังแบบใส่ในช่องหู

เครื่องช่วยการได้ยินแต่ละแบบจะมีหลักการในการใช้งานแตกต่างกัน ถึงแม้จะมีจุดประสงค์ในการช่วยให้ผู้ป่วยหูพิการได้ยินดีหรือรับรู้ได้ขึ้นเหมือนกัน แต่ก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย เครื่องช่วยความพิการที่ใช้กันมากคือ เครื่องช่วยฟัง ทางที่ดีเราควรที่จะปรึกษาแพทย์จะดีกว่าว่าเราเหมาะกับเครื่องช่วยฟังแบบไหน อย่างน้อยหมอก็ทราบอาการของผู้ป่วยแต่ละคนอยู่แล้ว ว่าแต่ละคนนั้นบกพร่องทางด้านใด

ชนิดของเครื่องช่วยฟัง มีผลต่อผู้ป่วยสูญเสียการได้ยินอย่างไร

เครื่องช่วยฟัง ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยขยายเสียงให้ดังขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้ฟังได้รับรู้ จากเสียงผู้พูดและเสียงจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งผู้ใช้สามารถตั้งค่าความดังให้มีขีดจำกัดอยู่ในช่วงที่ฟังแล้วสบายหูได้ ลักษณะของเครื่องช่วยฟังแบ่งเป็น 3 ชนิดดังนี้

1. แบบกล่อง
จะมีลักษณะรูปร่างเป็นกล่องสี่เหลี่ยมใช้เหน็บติดกับกระเป๋าเสื้อ ขอบกางเกง ผูกกับหน้าอกเด็ก โดยจะมีสายรัดตัวสำหรับตัวเครื่องไว้ มักจะเหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ผู้ที่หูตึงเกิน ๖๐ เดซิเบล หรือคนแก่ที่หูเสื่อม หูตึงมากและพูดไม่ชัด เนื่องจากสามารถมีกำลังขยายเสียงมาก แบบกล่องจะมีราคาค่อนข้างถูก ใช้ถ่านไฟธรรมชาติ หาซื้อได้ง่าย แต่ก็ยังมีข้อเสีย คือ มีเสียงรบกวนมาก เครื่องมีขนาดใหญ่มองเห็นง่ายเกินไปคะ

2. แบบแขวนหลังหู ลักษณะรูปร่างจะคล้ายคลึงกับขอแขวนขนาดเล็ก เหมาะสำหรับผู้ที่มีหูตึง ๓๐-๖๕ เดซิเบล แบบแขวนหลังหูมีราคาระดับปานกลาง มีขนาดกะทัดรัดจึงทำให้มองเห็นยาก ข้อเสียเนื่องจากใช้คล้องหู อาจจะทำให้รู้สึกเกะกะ ไม่สะดวกสำหรับผู้สวมแว่น และถ่านต้องใช้ถ่านสำหรับเครื่องช่วยฟังซึ่งมีอายุการใช้งานสั้นคะ

3. แบบใส่ในช่องหู ซึ่งแบ่งตามขนาดได้ 3 แบบ คือ แบบ จิ๋วใส่ในรูหู (CIC = Completely In the Canal ),แบบ เล็กใส่ในช่องหู ( ITC= In the Canal ),แบบใหญ่ใส่ในช่องหู ( ITE= In the Ear )คุณสมบัติของแบบทั้งสาม มีขนาดเล็ก กะทัดรัดและสวยงาม คุณภาพเสียงที่ดี ดูเป็นธรรมาชาติที่สุด แต่ก็ยังคงมีข้อเสียในเรื่องราคาที่ค่อนข้างสูง อายุการใช้งานถ่านเครื่องฟังสั้น และยังไม่เหมาะสำหรับผู้ที่สูญเสียการได้ยินอย่างรุนแรงคะ

แน่นอนว่าชนิดของเครื่องช่วยฟัง มีผลต่อการใช้งานของผู้ป่วยที่สูญเสียการได้ยินคะ การทราบข้อมูลก่อนจะทำการสั่งซื้อ รูปแบบลักษณะของเครื่องที่จะเหมาะสมต่อตัวผู้ป่วยนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเลือกใช้งานคะ

ผู้ป่วยสูญเสียการได้ยิน กับการใช้งาน เครื่องช่วยฟัง

ผู้ป่วยสูญเสียการได้ยินจะไม่สามารถรักษาได้ด้วยการยาหรือการผ่าตัด การสูญเสียการได้ยินส่งผลกระทบต่อการสื่อสารการฟัง การพูด รวมถึงพัฒนาการทางภาษา และการพูดในวัยเด็กเครื่องช่วยฟัง จึงเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วย เพื่อช่วยให้การได้ยินเสียงพูดและเสียงสิ่งแวดล้อมภายนอก ทำให้ผู้ฟังได้ยินเสียงดังขึ้น

หลักการทำงานของเครื่องช่วยฟังจะมีเครื่องขยายเสียงขนาดเล็กติดกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กใช้สวมใส่ไว้ในหูหรือสวมใบหูการแปลงสัญญาณเสียงจะมีความแตกต่างกันอยู่ 2 ประเภทคือ Analog ช่วยแปลงคลื่นเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้าซึ่งมีการขยาย อะนาล็อก / ปรับเครื่องช่วยฟังเป็นแบบกำหนดเองที่สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้แต่ละคนและดิจิทัลช่วยแปลงคลื่นเสียงเป็นรหัสตัวเลขที่คล้ายกับรหัสไบนารีของเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะขยายพวกเขา เพื่อช่วยขยายเสียงให้ดังขึ้นนั่นเอง

ซึ่งส่วนนี้ผู้ใช้งานควรทำการทดสอบ เลือกใช้งานก่อนทำการสั่งซื้อ เนื่องจากจะมีความแตกต่างระดับการฟัง ปฏิกิริยาระหว่างเครื่องกับผู้ป่วย ประสิทธิภาพในการทำงาน การปรับเสียง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาข้อมูลก่อนซื้อคะ คุณภาพของเสียงปัจจุบันจะมีแบบธรรมดาและเสียงดิจิทัล ซึ่งระบบดิจิทัลสามารถขยายเสียงได้ชัดเจนกว่า ลดเสียงรบกวนได้มากกว่าและยังสามารถปรับแต่งเสียงได้ตามต้องการอีกด้วย

การเลือกใช้งานเครื่องช่วยฟัง เรามาดูกันว่า จำเป็นต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง?
1. ประเภทและระดับความรุนแรงของการสูญเสียการได้ยิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการเลือกกำลังขยายของเครื่องช่วยฟังเพื่อให้เหมาะสมกับระดับการได้ยินของผู้ป่วย
2. อายุ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นอาจมีปัญหาของกล้ามเนื้อมือซึ่งมักจะอ่อนแรงหรือเกิดอาการสั่น หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น ทำให้มีความลำบากในการหยิบจับ การปรับปุ่มต่างๆ ของเครื่องช่วยฟัง ส่วนการเลือกเครื่องช่วยฟังในเด็กนั้นจะมีข้อ จำกัดในการเลือกชนิดของเครื่องช่วยฟัง เนื่องจากสภาพการเจริญเติบโตของช่องหู ดังนั้นในเด็กที่มีอายุน้อยกว่านี้ควรใส่เครื่องช่วยฟังแบบทัดหลังใบหูเพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนพิมพ์หูเมื่อมีขนาดของช่องหูใหญ่ขึ้น
3. อาชีพ เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องนำมาพิจารณาในการเลือกเครื่องช่วยฟังให้เหมาะสมกับผู้ป่วย
4. รูปแบบของเครื่องช่วยฟังและความสะดวกในการใช้งานรูปแบบของเครื่องช่วยฟัง
5. งบประมาณเครื่องช่วยฟังมีราคาที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของเครื่องช่วยฟัง
6. บริการหลังการขาย เครื่องช่วยฟังในปัจจุบันมีด้วยกันหลายยี่ห้อและหลายบริษัท ฉะนั้นการบริการหลังการขายจึงเป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจเลือกเครื่องช่วยฟัง

หากพิจารณาตามข้อดังกล่าวแล้ว สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเลือกใช้งาน เครื่องช่วยฟัง กันได้นะคะ แต่อย่าลืมว่าก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเราควรปรึกษาคุณหมอก่อนจะดีกว่านะคะ อย่างน้อยๆคุณหมอก็จะได้ให้คำแนะนำที่ถูกต้องสำหรับเราด้วย